ระบบเก็บข้อมูลสำรอง
 
 
     1. Storage device แบบอ่อน เครื่อง PC ยุคแรก ใช้แผ่นจานแม่เหล็กแบบอ่อน เรียกว่า แผ่นดิสเก็ทท์ (floppy diskette) ขนาด 5.25 นิ้ว ความจุ 360 KB (360,000 ตัวอักษร) ต่อมามีรุ่น HD (High Density - ความหนาแน่นสูง) ความจุ 1.2 MB (1,200,000 ตัวอักษร) และภายหลังแผ่นดิสเก็ทท์มีขนาดเล็กลงเหลือ 3.5 นิ้ว  ความจุ 1.44 MB (1,440,000 ตัวอักษร) ซึ่งจะว่าไปแล้ว  เครื่องอ่าน - เขียนแผ่นดิสเก็ทท์ (Floppy Diskette Drive - FDD)  ขนาด 3.5 นิ้วนี้ นับเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีพัฒนาการช้ามาก ทั้งในเรื่องความจุ (storage capacity) และในเรื่องความเร็วในการทำงาน เรียกว่าตามไม่ทันพัฒนาการของ CPUเอาซะเลย และถึงแม้ว่าจะมีอุปกรณ์อื่นที่มีความจุสูงกว่าและความเร็วมากกว่าอย่างเช่น Magneto-Optical Drive ขนาด 3.5 นิ้ว ความจุ 120 MB และ Zip Drive ความจุ 100 MB แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เท่ากับ FDD ขนาด 3.5 นิ้ว 1.44 MB บรมโบราณนี้อย่างไรก็ตาม เครื่อง PC ยุคใหม่หลายยี่ห้อ อย่างเช่นตระกูล MacIntosh รุ่นใหม่ รูปทรงสีสันหวานแหวว ก็ไม่มี FDD ขนาด 3.5 นิ้ว 1.44 MB แล้ว มีแต่ CD-ROM Drive (ซึ่งถือเป็นแบบแข็ง) ในส่วนของ PC ตระกูล IBM Compatible  เองนั้น  เครื่อง Compaq Presario 5630  รุ่นใหม่ (Pentium II 400 MHz) ก็ไม่มี FDD ขนาด 3.5 นิ้ว 1.44MB  แล้ว ไม่มี CD-ROM Drive ด้วย  แล้วจะอ่านแผ่น CD อย่างไรล่ะ? เขามี DVD-ROM Drive เป็น storage device แบบแข็งซึ่ึ่งจะกล่าวถึงต่อไป 
 
     2. Storage device แบบแข็งนั้น มันก็คือ Hard Disk หรือ Hard Drive นั่นเอง PC ในยุคแรกนั้น มี Hard Disk ขนาด 10-20 MB  เท่านั้น Hard Disk ตัวแรกของผมยี่ห้อ Seagate ความจุ 20 MB ซื้อเมิ่อปี 2531 ราคา 8,500 บาท เงินจำนวนนี้ถ้าเอาไปซื้อ Hard Disk วันนี้ จะได้ขนาดไม่ต่ำกว่า 4.3 GB (4,300 MB) หรือมากกว่าเดิม  215 เท่า อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน Hard Disk ขนาดใหญ่สุดที่ใช้ใน PC  มี ขนาดถึง 12.9 GB (12,900 MB ยี่ห้อ IBM) หรือมากกว่า 10 ปีที่แล้วถึง 645 เท่า
 
     CD-ROM Drive และอุปกรณ์อ่านข้อมูลแบบแสงนอกจาก Hard Disk แล้ว storage device  แบบแข็งอีกประเภทหนึ่งก็คือ CD-ROM Drive (CD-ROM ย่อมาจาก Compact Disc Read Only Memory)  ซึ่งก็แยกย่อยได้ 2  ชนิดคือ  ชนิดอ่านอย่างเดียว (CD-ROM driveทั่วไป) และชนิดทั้งอ่านทั้งเขียน (CD-R  หรือ CD-wRiter) CDROM Drive  รุ่นแรก เรียกว่ารุ่น 1x ความเร็วในการอ่านข้อมูล (transfer rate) 150 KB/วินาที  ซึ่งเท่ากับความเร็วในการอ่านแผ่น CD เพลงของเครื่องเล่น CD ธรรมดา (CD Player - เป็นเครื่องเสียงชนิดหนึ่ง  เล่นได้แต่แผ่น CD เพลง ไม่สามารถเล่นแผ่น CD-ROM  คอมพิวเตอร์ได้) ต่อมาก็พัฒนาความเร็วขึ้นเป็น 2x 4x 8x 16x 24x 32x และล่าสุดก็คือ 34x ซึ่งมีความเร็วในการอ่านข้อมูลถึง 5,100 KB/วินาที 
แต่ความจุของแผ่น CD-ROM ก็ยังคงเท่าเดิมตลอด คือแผ่นละ 650 MB  หรือมีความจุเท่ากับแผ่นดิสเก็ทท์ขนาด 3.5 นิ้ว 1.44 MB ประมาณ 450  แผ่น ฟังดูเหมือนมาก   แต่ความจริงไม่มากเลยถ้าใช้เก็บภาพเคลื่อนไหว (ภาพยนตร์ หรือหนังนั่นแหละ) ผมกำลังพูดถึงแผ่น CD-ROM ที่เป็นแผ่น Video CD (หรือ VCD) ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ แผ่น Video CD เหล่านี้บรรจุภาพที่มีความคมชัด (resolution) เพียง 240x324 pixels หรือประมาณ 1 ใน 4 ของขนาดจอภาพที่ใช้งานปกติ เท่านั้น (mode 640x480 16 ล้านสี) (แต่อาศัย Hardware Decoder เช่น Mpeg Card  หรือ Software Decoder อย่างเช่น Xing ขยายภาพออกมาให้เต็มจอ) แต่ภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้กินเนื้อที่บนแผ่น CD-ROM ถึงประมาณ 10 MB ต่อนาที ดังนั้น 650MB จึงเก็บภาพเคลื่อนไหวได้ไม่เกิน 65 นาทีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ VCD ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จึงต้องใช้ถึง 2  แผ่นต่อภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง  นั่นคือที่มาของ DVD-ROM (DVD = Digital Video Disc) - storage device ยุคใหม่ที่มีความจุมากกว่า CD-ROM ถึง 7 เท่า ดังนั้น DVD-ROM แผ่นเดียวจึงเก็บภาพยนตร์ได้ถึง 3 เรื่องอย่างสบายๆ DVD-ROM ยังคงอ่านแผ่น CD เพลง, CD-ROM และ VCD ได้ เรียกว่า backward compatible เต็มที่ ในปัจจุบัน DVD-ROM Drive มีวางขายแล้วสองสามยี่ห้อ แต่ยังไม่แนะนำให้หามาใช้หรอก  เพราะมันยังมีปัญหาเรื่องมาตรฐานกลางอยู่ รอให้เขาทะเลาะกันให้เสร็จก่อนค่อยซื้อมาใช้ก็ไม่สายเกินไป
ก่อนจะจบเรื่อง storage device CD-ROM อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Photo CD อันเป็นลิขสิทธิ์ของ Kodak ซึ่งก็คือ แผ่น CD-ROM บรรจุภาพนิ่งความคมชัดสูงสุด ถึง 2048x3072 pixels ภาพนิ่งที่ได้ (จากการ scan ฟิล์มเนกาตีฟหรือฟิล์มสไลด์)  แต่ละภาพจะกินเนื้อที่ถึง ประมาณ 4 MB ดังนั้น Kodak  จึงแนะนำว่าแต่ละแผ่นควรจะบรรจุภาพประมาณ 100 ภาพหรือเกินนิดหน่อยเท่านั้น หากท่าน "เล่นกล้อง" หรือเป็นนักถ่ายภาพ และท่านอยากจะเก็บภาพของท่านไว้ให้นานที่สุด วิธีที่ดีที่สุดก็คือ นำฟิล์มเนกาตีฟหรือฟิล์มสไลด์ของท่านไปทำเป็นแผ่น Photo CD (Kodak มีบริ การที่พันธ์ทิพย์ชั้น 4) ไม่ต้องทำทุกภาพหรอกเพราะมันแพง (ค่า scan รูปละ 20 บาท) แต่เลือกเอาจากสัก 10 ม้วนให้ได้สัก 100 ภาพ แล้วก็ไปสั่งทำเป็น Photo CD มาแผ่นนึง ค่า scan 100 ภาพ @20 บาท = 2,000 บาท บวก ค่าแผ่น 500 บาท เป็น 2,500 บาท ฟังดูเหมือนแพงแต่ก็คุ้มค่า เพราะมันมีความคมชัดสูงมาก และ Kodak ลงทุนเคลือบแผ่น Photo CD ด้วยทอง 24K ไม่ใช่เคลือบด้วยอลูมิเนียมเหมือนพวกแผ่น "ซีดีปั๊ม" (สี เงินๆ) หรือ CD เพลงทั่วๆ ไป ภาพของท่านจะอยู่ได้เป็น 100  ปีโดยที่สีสันไม่เสื่อมความสดใส ทั้งนี้ Kodak จะพิมพ์ภาพขนาดเล็ก (Thumbnails) พร้อมเลขที่ภาพไว้บนฝากล่อง Photo CD ทั้งด้านหน้า ด้านใน และด้านหลังครบทุกภาพ  เพื่อความสะดวกในการชม อ้างอิง  หรือเรียกค้นไฟล์